วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557



 Ma projet avec des amis

- La place du Capitole

- Le couvent des Jacobins

- Le pont neuf

- Le canal du midi 

- La violette

- Le carnaval de Toulouse

- Airbus 


วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

นักเคมีชาวฝรั่งเศส

File:Gaylussac 2.jpg

โฌแซ็ฟ หลุยส์ แก-ลูว์ซัก (ฝรั่งเศสJoseph Louis Gay-Lussac; 6 ธันวาคม 1778 - 9 พ.ค. 1850) เป็นนักเคมีและนักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส เขาเป็นที่รู้จักในคนส่วนใหญ่สำหรับกฎสองข้อที่เกี่ยวข้องกับก๊าซ และสำหรับผลงานของเขาในส่วนผสมของแอลกอฮอล์กับน้ำ, ซึ่งนำไปสู่​​สเกลองศาแก-ลูว์ซัก ใช้ในการวัดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในหลายประเทศ

แก-ลูว์ซักเกิดที่เมืองแซ็ง-เลออนาร์-เดอ-นอบลา (Saint-Léonard-de-Noblat) ซึ่งในปัจจุบันนี้เป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดโอต-เวียน (Haute-Vienne)
พ่อของแก-ลูว์ซักชื่ออ็องตอนี แก เป็นลูกชายของแพทย์ ประกอบอาชีพทนายความและอัยการและทำงานเป็นผู้พิพากษาในหอบังคับการเรือแห่งนอบลา (Noblat) เป็นพ่อของลูกชายสองคนและลูกสาวสามคน เขาเป็นเจ้าของที่ดินจำนวนมากของหมู่บ้านลูว์ซัก และมักจะใส่ชื่อของหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งโอต-เวียนนี้ไว้ในชื่อของเขาตามธรรมเนียมในการปกครองระบบโบราณ (Ancien Régime) เข้าสู่ปี 1803 ในที่สุดพ่อและลูกชายได้นำชื่อ แก-ลูว์ซัก มาใช้ ในช่วงระหว่างการปฏิวัติ พ่อของเขาซึ่งเป็นอดีตอัยการของกษัตริย์ได้ถูกคุมขังอยู่ในแซ็ง-เลออนาร์ตั้งแต่ปี 1793-1794 อันเป็นผลมาจากกฎหมายผู้ต้องสงสัย (Law of Suspects)
เขาได้รับการศึกษาเป็นครั้งแรกที่อารามบูร์แด (Bourdeix) ต่อมาเขาได้เริ่มการศึกษาของเขาในปารีส โดยอยู่ในความดูแลของเจ้าอาวาสแห่งดูว์มงแตย์ (Dumonteil) ในที่สุดก็เข้าสู่โรงเรียนสารพัดช่าง (École Polytechnique) ในปี 1798 แก-ลูว์ซักหลีกเลี่ยงจากการเกณฑ์ทหารไปได้อย่างหวุดหวิด และในตอนที่เริ่มเข้าสู่สถาบันสารพัดช่างแห่งนี้ พ่อของเขาก็ได้ถูกจับคุมขัง (โดยน้ำมือของมักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์ ในช่วงยุคสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว (Reign of Terror)) สามปีต่อมา เขาได้ย้ายไปศึกษาที่โรงเรียนวิศวกรรมโยธา, และหลังจากนั้นไม่นานก็ได้รับมอบหมายให้ ซิแอร์ เละเบะตูแลร์ (C.L. Berthollet) เป็นผู้ช่วยของเขา ในปี 1802 เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ทำการทดลองสาธิตให้กับ อองทวน ฟังก์ซัว, คุม เดอ ฟุกควา (A. F. Fourcroy) ที่โรงเรียนสารพัดช่าง ซึ่งในที่สุด (ปี 1809) เขาก็ได้กลายเป็นศาสตราจารย์วิชาเคมี ตั้งแต่ปี 1808-1832 นั้น, เขาก็ได้เป็นศาสตราจารย์ฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยปารีส (Sorbonne), ตำแหน่งที่เขาลาออกนั้นเพียงเพื่อสำหรับตำแหน่งหัวหน้าของภาควิชาเคมีที่สวนพฤกษศาสตร์ ปารีสเท่านั้น (Jardin des Plantes) ในปี 1821 เขาได้รับเลือกให้เข้าเป็นสมาชิกต่างประเทศของราชบัณฑิตยสถานวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน (Royal Swedish Academy of Sciences) ในปี 1831 เขาได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของจังหวัดโอต-เวียน ในฐานะผู้แทนหอการค้าและในปี 1839 เขาก็ได้เข้ามาอยู่ในสภาขุนนาง

File:Louis Pasteur by Pierre Lamy Petit.jpg

หลุยส์ ปาสเตอร์ (play /ˈli pæˈstɜr/ภาษาฝรั่งเศส: [lwi pastœʁ] ; 27 ธันวาคม ค.ศ. 1822 - 28 กันยายน ค.ศ. 1895) นักเคมีและนักจุลชีววิทยา เกิดที่เมืองโดล ประเทศฝรั่งเศส ได้รับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเบซากองและมหาวิทยาลัยปารีส ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ในสถาบันการศึกษาที่สตราบวร์ก ลิลล์ และมหาวิทยาลัยปารีส และได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์สาขาเคมีที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ในปี พ.ศ. 2410
ปาสเตอร์เป็นผู้แถลงว่าการเน่าและการหมักเกิดจากเชื้อโรคหรือจุลินทรีย์ ปาสเตอร์ได้ค้นพบปรากฏการณ์นี้ในระหว่างการศึกษาว่าเหตุใดเหล้าองุ่นจึงเสียรสขณะบ่ม แต่เมื่อนำเหล้าองุ่นไปอุ่นให้ร้อนแล้วจึงป้องกันไม่เหล้าองุ่นกลายเป็นน้ำส้มสายชูได้ ซึ่งการกระทำลักษณะนี้ต่อมาได้พัฒนาเป็นการฆ่าเชื้อวิธีปาสเตอร์ (Pasteurization) การค้นพบนี้ทำให้สาขาวิชาจุลชีววิทยาโดดเด่นก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
การทดลองที่มีชื่อเสียงของปาสเตอร์เมื่อปี พ.ศ. 2424 ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าแกะและวัวที่ได้รับการฉีด “วัคซีน” ที่ทำจากเชื้อจุลินทรีย์บาซิลไล ซึ่งเป็นเป็นสมมติฐานของโรคแอนแทรคที่ถูกทำให้อ่อนจางลงของเขา สามารถต่อสู้กับโรคระบาดที่มีอันตรายของสัตว์คือโรคแอนแทรคดังกล่าวได้โดยไม่ติดโรค ในปี พ.ศ. 2431 สถาบันปาสเตอร์ได้รับการจัดตั้งขึ้นในกรุงปารีสเพื่อต่อสู้กับโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งปาสเตอร์ได้ทำงานประจำในสถาบันนี้จนถึงแก่กรรม
ปัจจุบัน สถาบันปาสเตอร์ยังคงเป็นสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกที่ยังคงทำงานวิจัยงานด้านจุลชีววิทยาอยู่ รวมทั้งการค้นพบเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเอดส์
บิดาของปาสเตอร์เป็นช่างฟอกหนังชื่อ ชอง โจเซฟ ปาสเตอร์ เคยเป็นทหารผ่านศึกสมัยจักรพรรดินโปเลียน ฐานะของครอบครัวไม่ดีนัก เขาได้รับการศึกษาครั้งแรกที่จังหวัดอาร์บัวส์ มีความถนัดทางด้านวิทยาศาสตร์นอกจากนี้เขายังมีความสามารถพิเศษในการวาดรูปอีกด้วย [2]
ครอบครัวของเขาได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองอาร์บัวส์ ต่อมาเขาก็ได้ไปเรียนที่กรุงปารีส แต่ก็ป่วยด้วยโรคคิดถึงบ้าน ก่อนจะกลับไปเรียนที่ปารีสอีกครั้งในภายหลัง จนกระทั่งปี ค.ศ. 1854 เขาได้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์วิชาเคมีและคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยลิลล์

File:Antoine lavoisier color.jpg

อ็องตวน-โลร็อง เดอ ลาวัวซีเย (ฝรั่งเศสAntoine-Laurent de Lavoisier เสียงอ่านภาษาฝรั่งเศส: [ɑ̃twan lɔʁɑ̃ də lavwazje] ; 26 สิงหาคม พ.ศ. 2286 - 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2337) เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสผู้ซึ่งต้องจบชีวิตลงโดยกิโยติน เขามีผลงานสำคัญคือ ได้ตั้งกฎการอนุรักษ์มวล (หรือกฎทรงมวล) และการล้มล้างทฤษฎีโฟลจิสตัน ซึ่งเป็นประโยชน์มากในการศึกษาวิชาเคมี
ผลงานที่สำคัญ
-ด้านวิทยาศาสตร์
ช่วงปี พ.ศ. 2318 อ็องตวนได้พัฒนาการผลิตดินปืน และการใช้โพแทสเซียมไนเตรต หรือดินประสิว ในการเกษตร งานที่สำคัญอย่างหนึ่งของเขาก็คือ การทดลองเกี่ยวกับปฏิกิริยาการเผาไหม้ เขากล่าวว่าการเผาไหม้เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับออกซิเจน และการสลายสารอาหารในสิ่งมีชีวิต ก็คือปฏิกิริยาการเผาไหม้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ช้าและอ่อนกว่า จนทำให้ทฤษฎีโฟลจิสตัน ซึ่งกล่าวว่า เมื่อสสารถูกเผาไหม้ ก็จะปล่อยสารที่เรียกว่าโฟลจิสตันออกมา ต้องมีอันยกเลิกไป
นอกจากนี้ อ็องตวนยังได้ค้นพบว่า "อากาศที่ไหม้ไฟได้" ของเฮนรี คาเวนดิช ซึ่งอ็องตวนเรียกมันว่า ไฮโดรเจน (ภาษากรีกหมายถึง ผู้สร้างน้ำ) เมื่อรวมกับออกซิเจนจะได้หยดน้ำ ซึ่งไปตรงกับผลการทดลองของโจเซฟ พริสต์ลีย์
ในด้านปริมาณสัมพันธ์ (stoichiometry) อ็องตวนได้ทดลองเผาฟอสฟอรัสและกำมะถันในอากาศ และพิสูจน์ได้ว่ามวลของผลิตภัณฑ์มีมากกว่ามวลของสารตั้งต้น ซึ่งมวลที่เพิ่มได้มาจากอากาศนั่นเอง จึงทำให้เกิดกฎการอนุรักษ์มวล หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กฎทรงมวล
หนังสือของเขาชื่อ Traité Élémentaire de Chimie พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2332 ภายในมีเนื้อหาเกี่ยวกับกฎการอนุรักษ์มวล และปฏิเสธการมีอยู่ของทฤษฎีโฟลจิสตัน
-ด้านกฎหมายเเละการเมือง
นอกจากที่อ็องตวนจะศึกษาวิทยาศาสตร์แล้ว เขายังศึกษากฎหมายและการเมืองจนได้เป็นเนติบัณฑิต เมื่ออายุ 26 ปี เขาได้เป็นเจ้าพนักงานเก็บอากร ซึ่งเขาก็ได้ปรับปรุงระบบภาษีอากรและการคลัง พร้อมกับพัฒนาหน่วยวัดในระบบเมตริก ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศฝรั่งเศส

วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

เที่ยวมงต์เปลลิเย่ร์ เมืองประวัติศาสตร์แห่งฝรั่งเศส

การท่องเที่ยวฝรั่งเศส (France) คืออีกหนึ่งกิจกรรมท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน โดยประเทศฝรั่งเศส หรือ สาธารณรัฐฝรั่งเศส นั้นถือว่าเป็นประเทศที่มี ศูนย์กลาง ตั้งอยู่ในภูมิภาคยุโรปตะวันตก ทั้งยังประกอบไปด้วยเกาะและดินแดนอื่นๆในต่างทวีป โดยมี กรุงปารีส (Paris) เป็นเมืองหลวงและเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ ของประเทศฝรั่งเศส.... 

 



     การท่องเที่ยวเมืองมงต์เปลลิเย่ร์ (Montpellier) อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและยังเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 8 ของประเทศฝรั่งเศส อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในรอบ 25 ปีที่ผ่านมาของประเทศฝรั่งเศส

     นอกจากนี้แล้ว เมืองมงต์เปลลิเย่ร์ ยังเป็นเมืองหลวงของจังหวัดเอโร (Herault) ในแคว้นล็องก์ด็อก-รูซียง (Languedoc-Roussillon) ประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมงต์เปลลิเย่ร์ (Montpellier University) อีกหนึ่งมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย 



 
 สำหรับการท่องเที่ยวในเมืองมงต์เปลลิเย่ร์นั้น สถานที่ท่องเที่ยวแรกที่อยากแนะนำให้คุณไปเยือน คือ เพลซ เดอลา คอมเมดี (Place de la Comedie) จัตุรัสหลักที่ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักของเมืองมงต์เปลลิเย่ร์ โดยจัตุรัสนั้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของใจกลางเมือง

    โดยบริเวณรอบๆจัตุรัสประกอบไปด้วยเหล่าอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ มากมาย ส่วนใจกลางจัตุรัสนั้นเป็นที่ตั้งของลานน้ำพุขนาดใหญ่ หรือที่มักเรียกกันว่า Three Graces น้ำพุแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1790 โดยปฏิมากร Etienne d Antoine


  

  หลังจากนั้นขอแนะนำให้คุณไปชม ประตูชัยฝรั่งเศส (Porte du Peyrou) ที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของสวนรุกขชาติและสวนพฤกษศาสตร์Jardin des plantes โดยซุ้มประตูถูกออกแบบโดย Francois Dorbay การก่อสร้างแล้วเสร็จใน 1693 สถาปัตยกรรมการตกแต่งส่วนใหญ่จะแสดงเหตุการณ์สำคัญจากรัชสมัยของพระเจ้า หลุยส์ XIV 




ต่อมาขอแนะนำให้คุณไปเยือน สวนรุกขชาติและสวนพฤกษศาสตร์Jardin des plantes สวนพฤกษศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศฝรั่งเศส โดยสวนนั้นถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1593 ภายในสวนมีการปลูกพืชพันธุ์กว่า 2,680 ชนิด รวมไปถึงพืชพันธุ์พื้นเมืองในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนอีก 500 กว่าชนิด


 
 
สุดท้ายขอแนะนำให้คุณไปชม มหาวิหารแซ็ง-ปีแยร์แห่งมงต์เปลลิเย่ร์ (Saint Pierre Cathedral) มหาวิหารนิกายโรมันคาทอลิกที่ได้รับการยกย่องให้เป็นอนุสาวรีย์แห่งชาติของ ฝรั่งเศส โดยในช่วงศตวรรษที่ 16 มหาวิหารได้รับความเสียหายจากสงครามศาสนาระหว่างชาวคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ เป็นอย่างมาก และในศตวรรษที่ 17 มหาวิหารได้ถูกสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง

วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556

ประเทศเซเนกัล

   เป็นประเทศที่อยู่ในแอฟริกาตะวันตก ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ใช้ภาษาฝรั่งเศส มีวันชาติ 4 เมษายน  มีพรมแดนทางตะวันตกจรดมหาสมุทรแอตแลนติก ทางเหนือจรดมอริเตเนีย ทางตะวันออกจรดมาลี และทางใต้จรดกินีและกินี-บิสเซา โดยล้อมแกมเบียซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศไว้เกือบทั้งหมด และมีหมู่เกาะเคปเวิร์ดตั้งอยู่ห่างจากชายแดนตะวันตกไปราว 560 กิโลเมตร  ในยุคอาณานิคม ชาวยุโรปชาติแรกที่เข้ามาตั้งรกราก ได้แก่ ชาวโปรตุเกสในคริสต์ศตวรรษที่ 15 แต่ต่อมาในศตวรรษที่ 17 อิทธิพลของฝรั่งเศสเริ่มเข้ามาและมีเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ และสามารถสยบรัฐมุสลิมรัฐสุดท้ายได้ในปี 1893 เซเนกัลตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสนานถึง 300 ปี (1659-1960) และดาการ์กลายเป็นเมืองหลวงของอาณานิคมฝรั่งเศสในแอฟริกาตะวันตก เซเนกัลได้รับ เอกราชโดยรวมอยู่ในสหพันธรัฐมาลีในวันที่ 20 มิถุนายน 1960 และได้ถอนตัวออกจากสหพันธรัฐเพื่อเป็นประเทศเอกราชอย่างแท้จริงเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 1960  ยุคหลังได้รับเอกราช เมื่อเซเนกัลได้รับเอกราช นาย Leopold Sedar Senghor เป็นประธานาธิบดีคนแรกและเป็นประมุขของประเทศ จนเมื่อปี 1980 นักการเมืองรุ่นใหม่ ได้กดดันให้เขาลาออกเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจส่งผลให้นาย Abdou Diouf ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีขณะนั้นได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่สองของเซเนกัลแทน และดำรงตำแหน่งต่อมาเป็นเวลา 19 ปี โดยได้รับเลือกตั้งทั้งหมด 3 ครั้ง ในปี 1983, 1988 และ 1993 ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2000 นาย Diouf พ่ายแพ้แก่ผู้นำฝ่ายค้าน นาย Abdoulaye Wade เนื่องจากชาวเซเนกัลอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเกิดความเบื่อหน่ายในพรรคสังคมนิยมของนาย Diouf ซึ่งครองอำนาจมานานถึง 40 ปี และมีความแตกแยกภายในพรรคสูง อนึ่ง เซเนกัลเคยรวมประเทศกับแกมเบียจัดตั้งสหพันธรัฐเซเนแกมเบียในปี 1982 แต่ก็กลับแยกกันดังเดิมอีกในปี 1989



    มีสถานที่น่าทึ่ง กับมหัศจรรย์สีหวานของ ทะเลสาบ Retba (เร็ตบา) ซึ่งถูกขนานนามว่า ทะเลสาบสีชมพู ดินแดนที่มีชื่อเสียงของกรุงดาการ์ ประเทศเซเนกัล ดินแดนซึ่งอยู่ทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา สีสันอันตื่นตาของ ทะเลสาบสีชมพู แห่งนี้ เกิดจากความเข้มข้นสูงของเกลือ ซึ่งสูงกว่า Dead Sea ประมาณหนึ่งเท่า จึงกลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยขนาดยักษ์ของ ฮาโลแบคทีเรีย ซึ่งเป็น แบคทีเรีย halophile เซลล์เดียว ที่มีสีแดงหรือม่วง ชอบเจริญในบริเวณที่มีเกลือมาก โดยสีของ ทะเลสาบเร็ตบา สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่สีม่วงไปจนถึงสีชมพูเข้ม ขึ้นอยู่กับปริมาณแสงแดดที่ได้รับในแต่ละวัน

วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Vincent Van gogh



ผลงาน



Starry Night Over The Rhone
วาดในปี ค.ศ.1888 ขนาด 72.5 x 92 ซม.
วินเซนต์ แวน โก๊ะ ได้ใช้เวลาเกือบหนึ่งปีเต็มในการเขียนรูป " Starry Night " ขึ้นมาภาพนี้ได้ แสดงถึงภาพของดวงดาวที่ส่องแสงเจิดจรัสท่ามกลางความมืดมิดในยามค่ำคืน เพื่ออวดรัศมีแข่งกับแสงสว่างอันจอมปลอมที่ส่องจากตึกรามบ้านช่องบนริมฝั่งของแม่น้ำ ภาพของหนุ่มสาวที่เดินเคียงคู่กันในด้านหน้าของภาพนั้นคล้ายกับภาพของคู่หนุ่มสาวในภาพ " Landscape with Couple Walking and Crescent Moon " ภาพทั้งสองภาพนี้ วินเซนต์ได้เขียนรูปชายที่เดินเคียงข้างหญิงสาวผู้นั้น แทนตัวของเขาเอง โดยสามารถสังเกตได้จากผมของชายในภาพซึ่งเป็นสีแดงเหมือนกับผมของตัวเขาแต่ต่างกันที่ในชีวิต จริงของวินเซนต์แล้ว เขาหาได้มีหญิงสาวใดมาเดินเคียงข้างเขาไม่





The Starry Night
วาดในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1889
เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนพื้นผ้าใบ ขนาดภาพ 72 x 92 ซม. (29 x 36 1/4 นิ้ว)
สถานที่แสดง The Museum of Modern Art เมืองนิวยอร์ก
วินเซนต์ได้กล่าวถึงภาพ " Starry Night " นี้ว่า "ฉันกำลังประสบกับปัญหาอย่างมากใน การเขียนภาพของยามค่ำคืน ถ้าพูดให้ถูกแล้วก็คือ การถ่ายถอดภาพลงบนผืนผ้าในเวลา กลางคืนก็ได้ " ภาพของแสงสีในยามค่ำคืนนั้น เป็นภาพที่เขาใฝ่ฝันอยากเขียนขึ้นและความฝันของเขาก็ได้กลายมาเป็นความจริง เมื่อเขาตัดสินใจย้ายมา อยู่ที่เมืองอาเรส ในเดือนกุมภาพันธ์ของปี ค.ศ. 1888 ในจดหมายเขาได้กล่าวไว้ว่า

" ในชีวิตของจิตกรแล้ว ความตายอาจไม่ใช่ความยากลำบากที่สุดในชีวิต ฉันสามารถพูดได้ว่า ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย แต่เมื่อฉันได้มองดูดวงดาวแล้ว ฉันก็เริ่มนึกคิดจุดดำมืดที่แสดง ถึงภาพของเมือง และหมู่บ้านในแผนที่ ทำให้ฉันคิดว่าทำไมมนุษย์เราถึงได้ให้ความสำคัญของ จุดดำมืดที่อยู่บนแผนที่ของฝรั่งเศษ มากไปกว่า แสงสว่างอันแท้จริงที่ส่องตรงมาจากสวรรค์ มันก็คงเหมือนกับการที่เราเลือกไป รถไฟเพื่อจะไปยังทาราสคอน หรือโรน หรือเราจะเลือก เอาความตายเพื่อจะไปให้ถึงดวงดาวบนฟ้านั่น "




Vincent’s Bedroom
ตั้งแต่วินเซนต์ได้ทราบข่าวจากโกแกง ว่าเขาจะเดินทางมาร่วมกับ วินเซนต์ที่บ้านสีเหลืองนี้ วินเซนต์ก็ได้จัดเตรียมทุกอย่างเพื่อคอย การมาของเพื่อนของเขา เขาตกแต่งบ้านเสียใหม่โดยเขียนภาพอีก หลายภาพขึ้นเพื่อใช้ตกแต่งฝาผนัง และห้องนอนของโกแกง ภาพห้องนอนของวินเซนต์นี้ เมื่อตอนที่เขาอยู่ที่เซนต์เรมี ได้สร้างภาพจำลองขึ้น อีกสองภาพจากภาพต้นฉบับจริงที่เขาเขียนขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมของ ปี ค.ศ.1888 ในขณะที่เขากำลังรอคอยให้โกแกงมาพักอยู่ด้วย วินเซนต์ได้ยกย่องให้ภาพนี้เป็นหนึ่ง ในภาพที่ดีที่สุดของเขา โดยได้เขียนบรรยายไว้ในจดหมายถึง ธีโอพี่ชายของเขาว่า

" ถ้าจะให้พูดถึงภาพนี้แล้ว การได้มองดูภาพนี้ก็เปรียบเสมือนการได้พักผ่อนสมอง และปลดปล่อยจินตนาการให้เพ้อฝันไกลออกไป " ภาพห้องนอนของวินเซนต์ได้กลายมา เป็นภาพที่มีชื่อเสียงในทางศิลปะ ความเรียบง่ายของภาพ แสดงให้เห็นถึง ครรลองของชีวิตที่สมถะ และเรียบง่าย หรือในอีกแง่หนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า ภาพนี้ได้แสดงถึงมุมมองของ ศิลปินในยุคโรแมนติคผู้หนึ่ง ซึ่งอุทิศชีวิตทั้งชีวิตเพื่อทุ่มเทให้กับงานศิลปะเท่านั้น



Vegetable Gardens in Montmartre
วาดในปี ค.ศ.1887 ขนาดภาพ 96 x 120 ซม.


Landscape at Saint-Romy วาดเมื่อปี ค.ศ.1889
สถานที่แสดง Ny Carlsberg Glypotek เมือง Copenhagen


Still Life With Four Sunflowers
วาดภาพเมื่อปี ค.ศ. 1887 เมือง Otterlo


Montmartre


View of Arles with Irises
วาดภาพเมื่อปี ค.ศ.1888 ขนาดภาพ 54 x 65 ซม.


Irises (pink/gree)
วาดภาพเมื่อ พ.ค. ปี ค.ศ.1890
เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนพื้นผ้าใบ ขนาดภาพ 73.7 x 92.1 ซม.
สถานที่แสดง The Metropolitan Museum of Art เมืองนิวยอร์ก


Trees in the Asylum Garden
วาดภาพเมื่อปี ค.ศ.1889
เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนพื้นผ้าใบ
ขนาดภาพ 73 x 60 ซม. (28 3/4 x 23 3/4 นิ้ว)
ประเทศสหรัฐอเมริกา






วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การเต้นเเต่ละประเภท 

1. Ballet คือ การเต้นประกอบดนตรี เพื่อใช้ในการสื่อสารทางการเเสดง กำเนิดขึ้นระหว่าง ศตวรรษที่ 15 ที่ประเทศฝรั่งเศส นิยมให้ผู้หญิงเป็นผู้เเสดงเอก เรียกว่า ballerina จนมีการพัฒนามาเป็น modern dance ซึ่งผู้ที่มีบทบาทสำคัญในวงการเพลงบัลเล่ต์ ได้เเก่ ฟัลย่า



2. Jazz Dance การเต้น jazz dance มีที่มาจากการเต้นแข่งแบบพื้นบ้านของชาว Irish โดยมักใช้เพลง jazz เป็นหลัก จนถึงยุคปี 1950 เป็นช่วงที่วงการบันเทิงเติบโตไปเป็นรูปแบบของละครเพลง broadway จนทำให้เกิดการเต้น jazz dance ขึ้นมา ซึ่งจนทุกวันนี้ทำให้เกือบทุกโรงเรียนมีการสอนเต้น jazz  และเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในโรงละครเลยก็ว่าได้



3. Hiphop Dance หรือ Break Dance มีจุดเริ่มต้นมาจาก African American หรือว่าพวก Latino ในย่าน South branch ในช่วงยุค 1970 นั่นเอง



4. Belly Dance หรือ ระบำหน้าท้อง เป็นการเต้นรำที่เก่าเเก่อย่างหนึ่ง เกิดขึ้นประมาณ 6,000 ปีที่เเล้ว เกิดขึ้นที่อียิปต์และเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเชื่อกันว่า ชนเผ่ายิปซีคือคนกลุ่มสำคัญที่ได้อนุรักษ์ระบำหน้าท้อง ให้มีมาจนทุกวันนี้ จนกระทั่งได้พัฒนากลายเป็นศิลปะที่โดดเด่น สวยงาม โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย



5. Latin Dance คือ การเต้นรำที่มีท่วงท่า ลีลา ประกอบจังหวะดนตรี มีการเต้นรำพื้นเมืองของประเทศในแถบลาตินอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่จะเต้นกันในงานเลี้ยงฉลอง หรือ งานเทศกาลต่างๆ เน้นจังหวะที่มีความสนุกสนาน เร้าใจ ด้วยสเต็ปง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ไม่มีเเบบเเผนตายตัว แต่มีเอกลักษณ์ชัดเจน



ทั้งหมดนี้ก็เป็นที่มาเเละกลุ่มใหญ่ๆของประเภทการเต้นในโลกนี้

วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สุดยอดโรงเเรมน้ำแข็ง



โรงแรมน้ำแข็ง Alta Igloo

โรงแรมน้ำแข็ง Alta Igloo ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคแลพแล็นด ของประเทศนอร์เวย์ โดยราคาเข้าพักจะอยู่ที่ 300 $ ต่อคน/คืน รวมค่าอาหารและค่านำเที่ยว

     และอันดับที่ 2 ก็คงจะเป็น โรงแรม Jukkasjarvi คือโรงแรมน้ำแข็งแรกของโลก ซึ่งสร้างขึ้นใกล้ๆกับ หมู่บ้าน Jukkasjarvi ที่ห่างจาก Kiruna , ประเทศสวีเดน ประมาณ 17 กิโลเมตร 



โรงแรม Jukkasjarvi 

ซึ่งภายในโรงแรมประกอบไปด้วย บาร์ , โบสถ์ , โถงกลาง , พื้นที่ต้อนรับ , ห้องพักเดียว และห้องชุด ที่รองรับนักท่องเที่ยวได้มากกว่า 100 คน ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาพักจะต้องนั่ง นอน บนเก้าอี้น้ำแข็ง เตียงน้ำแข็ง และต้องนอนในถุงนอน รองด้วยหนังกวางเรนเดียร์ 



โรงแรมน้ำแข็ง Chapel 

 ต่อมาเป็นอัมนดับที่ 3 คือ โรงแรมน้ำแข็ง Chapel โดยโรงแรมแห่งนี้อยู่ใกล้ๆกับเขตควิเบก ประเทศแคนาดา โดยภายในโรงแรมมี 85 ห้อง, 13 ห้องสวีท, โรงภาพยนตร์, หอศิลป์, ผับ, ไอซ์เลานจ์ และอื่นๆอีกมาก 



กระท่อมน้ำแข็ง Dorf 

อันดับที่ 4 กระท่อมน้ำแข็ง Dorf อีกหนึ่งที่พักที่มีรูปแบบที่ค่อนข้างแตกต่าง เนื่องจากเป็นโรงแรมน้ำแข็งที่สร้างขึ้นในรูปแบบของหมู่บ้านเล็กๆที่ประกอบไปด้วยกระท่อมน้ำแข็งแสนโรแมนติก โดยโรงแรมแบบนี้ส่วนใหญ่จะพบในสวิสและเยอรมัน ภายในมีซาวน่าและบาร์ไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว 



พิพิธภัณฑ์น้ำแข็งออโรร่า 

และสุดท้ายอันดับ 5 พิพิธภัณฑ์น้ำแข็งออโรร่า ตั้งอยู่ในในรัฐอลาสก้า ประเทศสหรัฐอเมริกาแห่ง โดย พิพิธภัณฑ์น้ำแข็งแห่งนี้ได้ประยุกต์ให้เป็นโรงแรมเพื่อให้ผู้คนได้สัมผัสกับความงดงามท่ามกลางความ หนาวเหน็บอย่างแท้จริง ภายในโรงแรมจะตกแต่งไปด้วยผลงานน้ำแข็งแกะสลักของ สตีฟ ไบรซ์ ซึ่งเป็นแชมป์แกะสลักน้ำแข็งอีกด้วย